2. ความรู้เกี่ยวกับต้นฉบับและงานแปล
2.1 การวิเคราะห์ต้นฉบับ
ความสุขของกะทิ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกะทิ เด็กหญิงวัย 9 ขวบ ที่ต้องผ่านประสบการณ์ครั้งที่สำคัญที่สุดในชีวิต เมื่อต้องสูญเสียแม่ ซึ่งป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง และต้องจากไปก่อนวัยอันควร แม่รู้ตัวดีว่าไม่สามารถเลี้ยงดูกะทิได้ จึงฝากกะทิให้ตาและยายเลี้ยง กะทิเติบโตมาด้วยความรักของตาและยาย มีชีวิตอย่างสุขสบายในบ้านหลังน้อยริมคลองอันอบอุ่น กะทิแอบคิดถึงแม่อยู่เงียบ ๆ แต่กะทิก็เป็นเด็กน่ารักกิริยาดี และมีวุฒิภาวะพอจะไม่ถามไถ่ให้ผู้ใหญ่ลำบากใจ เธอจึงเก็บความรู้สึกคิดถึงและใคร่รู้เกี่ยวกับแม่เอาไว้แต่ในใจเพียงลำพัง เรื่อง “ความสุขของกะทิ ” เป็นการค้นหาปริศนาบางชิ้นส่วนที่หายไปในชีวิตของกะทิ เรื่องราวในเรื่อง กะทิจึงได้พบทั้งความสุข ความผูกพัน และการพลัดพราก ความสมหวัง และการสูญเสีย
ผู้เขียนเล่าเรื่องโดยแบ่งเป็นภาคใหญ่ ๆ คือบ้านริมคลอง บ้านชายทะเล และบ้านกลางเมือง ที่แต่ละภาคบอกเรื่องราวของต่างช่วงเวลาที่เป็นปริศนาในชีวิตกะทิ เริ่มตั้งแต่ปัจจุบัน ย้อนไปให้ได้รู้จักอดีต ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจเลือกทางเดินในอนาคต
ความสุขของกะทิ เป็นวรรณกรรมเยาวชน ที่งามพรรณ เวชชาชีวะเขียนขึ้นเพื่อสร้างความบันเทิง โดยได้บอกเล่าเรื่องราวของกะทิ เด็กหญิงที่ไม่ได้มีชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อม แต่กะทิก็มีความสุขตามอัตภาพ เพราะได้ความรักและการใส่ใจจากตาและยายและผู้คนที่อยู่รอบข้าง จนทำให้เธอไม่เคยรู้สึกว่าขาดความรักและความอบอุ่นแม้แต่น้อย นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับมุมมองชีวิตสอดแทรกผ่านแก่นเรื่องที่ว่า เด็กสามารถมีความสุขกับเรื่องง่าย ๆ ใกล้ตัวได้ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเรื่องด้วย
เนื่องจากเรื่อง ความสุขของกะทิ เป็นวรรณกรรมเยาวชน ผู้เขียนจึงใช้ลักษณะภาษาที่เรียบง่าย ใช้คำน้อย แต่เป็นคำที่ทำให้ผู้อ่านสะเทือนอารมณ์และเต็มไปด้วยความหมายอันลึกซึ้ง อย่างเช่นการบรรยายความรักและความผูกพันระหว่างแม่และกะทิ ที่ทำให้ผู้อ่านคล้อยตามอารมณ์ของตัวละครได้อย่างดี ดังตัวอย่างต่อไปนี้
น้ำตาไหลอาบแก้ม แม่สะอื้นจนตัวโยน กะทิจับมือของแม่มาจูบ มาแตะแก้มตัวเอง ยก แขนแม่ให้โอบรอบคอของกะทิไว้ กะทิกอดแม่ไว้แน่น แม่ซบหน้าลงกับแก้มของกะทิ เนื้อตัวของแม่เย็นชืด กะทิพร่ำกระซิบว่ากะทิอยู่ตรงนี้ อยู่กับแม่ แล้วเราสองคนจะไม่แยกจากกันอีก (งามพรรณ เวชชาชีวะ , 2549, น . 67)
นอกจากภาษาใน ความสุขของกะทิ จะเป็นภาษาที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้งและสะเทือนใจแล้ว ยังมีการใช้ภาษาภาพพจน์ (Figurative Language) ให้ผู้อ่านเกิดสุนทรียะทางอารมณ์โดยใช้ภาษาที่สร้างสรรค์ มีความน่าสนใจ และจุดประกายความคิดและจินตนาการให้กับผู้อ่าน ถือเป็นการใช้วรรณศิลป์ได้อย่างเหมาะสม เช่น
อุปมา (Simile) เป็นการเปรียบเทียบระหว่างสิ่งที่ต่างจำพวกกัน โดยใช้คำเชื่อม หรือคำกริยาบ่งบอกให้เห็นการเปรียบเทียบนั้น (ยุวพาส์ ชัยศิลป์วัฒนา , 2544, น . 22) ดังตัวอย่างต่อไปนี้
จุดหมายที่ตาเลือกตามเสียงบงการจากกระเพาะคือศาลาริมน้ำใต้ต้นก้ามปูใหญ่ ที่จริงก็เกือบจะเป็นจุดพักทุกครั้งของการเดินเที่ยวทุ่ง เพราะอยู่ในชัยภูมิที่เหมาะสม ต้นก้ามปูขึ้นโดดเดี่ยวอยู่ริมทุ่ง เรือนยอดแผ่กว้างอย่างอิสระจนได้รูปสวย ทอดเงาลงเหมาะเจาะบนหลังคาผุพังของศาลาริมน้ำหลังนี้ ที่น่าจะเก่าแก่พอดู ไม้กระดานแผ่นหนายังทำหน้าที่ได้ดี ส่งเสียงเอียดออดตามก้าวย่างของตากับกะทิ ฟังเหมือนเสียงทักทายจากผู้สูงวัยยามดีใจที่มีผู้มาเยี่ยมเยือน (งามพรรณ เวชชาชีวะ , 2549, น . 26)
ผู้เขียนใช้โวหารอุปมาเพื่อเปรียบเทียบศาลาริมน้ำกับผู้สูงวัยในการบรรยายภาพในชนบท เพื่อให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการ
บุคลาธิษฐาน (Personification) คือภาษาโวหารที่ใช้พรรณนา หรือกล่าวถึงอะไรก็ตามที่ไม่ใช่มนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ สิ่งของ ธรรมชาติ ความคิด หรือนามธรรม ราวกับว่าสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวเป็นมนุษย์ การที่ผู้เขียนเปรียบสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ราวกับว่าเป็นมนุษย์ ทำให้ผู้อ่านเข้าใจสิ่งทีผู้เขียนต้องการเสนอได้อย่างง่ายและแจ่มแจ้งขึ้น (ยุวพาส์ ชัยศิลป์วัฒนา , 2544, น . 38) ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ปิ่นโตเล็กใหญ่สูงต่ำต่างสี มันคงจะคุยกันว่าวันนี้บรรจุอะไรไว้ข้างใน รสเด็ดเผ็ดมันแค่ไหน ผู้ปรุงเป็นใคร (งามพรรณ เวชชาชีวะ , 2549, น . 16-17)
ผู้เขียนใช้โวหารบุคลาธิษฐานเพื่อทำให้สิ่งของอย่างปิ่นโตมีชีวิตและการกระทำอย่างมนุษย์ เพื่อจูงใจให้ผู้อ่านติดตามเนื้อเรื่องต่อไป
จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น หนังสือเรื่องนี้จึงเหมาะสำหรับบุคคลทั่วไป
2.2 วิเคราะห์งานแปล
ผู้วิจัยเห็นว่าผู้แปลชื่นชม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนชนบทไทยภาคกลางที่ผู้เขียนได้สอดแทรกไว้ในเรื่อง ความสุขของกะทิ ผ่านครอบครัวของ “กะทิ ” ได้แก่ ประเพณี พิธีกรรม อาหาร เครื่องใช้ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต่างจากคนต่างวัฒนธรรม อีกทั้งยังชื่นชมแง่คิดเกี่ยวกับการมองโลก และอารมณ์ขันที่เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของคนไทย
เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่บรรยายถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนไทย ได้แก่ ประเพณี พิธีกรรม อาหาร เครื่องใช้ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ผู้แปลจึงพยายามถ่ายทอดวัฒนธรรมไทยให้คนต่างวัฒนธรรมเข้าใจดังตัวอย่างต่อไปนี้
ภาษาต้นฉบับ : ตากรวดน้ำ ใต้ต้นโพใหญ่ (งามพรรณ เวชชาชีวะ , 2549, น . 14)
ภาษาฉบับแปล : Under the big banyan tree, Grandpa poured water from a little brass vessel onto the ground, completing the offering to the monks. Like a river flowing from the mountains to the sea, the water symbolized the merit they had earned and passed on to departed loved ones. บอร์ธวิก (Borthwick , 2006, p. 5)
จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่า “กรวดน้ำ “ เป็นคำที่เกี่ยวกับพิธีกรรม ผู้แปลแปลคำดังกล่าวว่า “pour water from a little brass vessel onto the ground” และอธิบายเพิ่มเติมว่า “ Like a river flowing from the mountain to the sea, the water symbolized to the merit they had earned and passed on to departed loved ones.” เพื่อทำให้ผู้อ่านต่างวัฒนธรรมเข้าใจความหมายของคำดังกล่าวได้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ผู้แปลใช้กลวิธีการแปลต่าง ๆ ดังนี้
1. การแปลแบบตรงตัว หรือการแปลตามตัวอักษร (Literal translation) เป็นวิธีการแปลที่เน้นภาษาต้นฉบับ ผู้แปลพยายามถ่ายทอดลักษณะโครงสร้างทางไวยากรณ์ รูปภาษา และเนื้อหาของภาษาฉบับแปลให้เทียบเท่ากับภาษาต้นฉบับมากที่สุด นิวมาร์ค (Newmark, 1988, pp. 45-47) ลาร์สัน (Larson, 1984, pp. 3-23) เรียกการแปลประเภทนี้ว่า การแปลตามรูป (Form Based Translation) ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ภาษาต้นฉบับ : ความสุขของกะทิ
ภาษาฉบับแปล : The Happiness of Kati
จากตัวอย่างชื่อเรื่องข้างต้นจะเห็นได้ว่า ผู้แปลแปลชื่อเรื่องดังกล่าวแบบตรงตัว
2. การแปลเชิงอรรถศาสตร์ (Semantic translation) เป็นการแปลที่เน้นภาษาต้น ฉบับ ผู้แปลพยายามถ่ายทอดความหมายเป็นภาษาฉบับแปลให้ตรงกับความหมายตามปริบทของต้น ฉบับ นอกจากนี้ผู้แปลจะใช้ภาษาที่สละสลวยและเป็นธรรมชาติ เนื่องจากการแปลประเภทนี้เป็นการเน้นความหมายของภาษาต้นฉบับ ดังนั้นผู้แปลจึงพยายามคงความหมายของภาษาต้นฉบับโดยให้ข้อมูลเพิ่มเติม นิวมาร์ค (Newmark, Peter, 1981); นิวมาร์ค (Newmark, 1988, pp. 45-47) ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ภาษาต้นฉบับ : “ลายมือของพี่ทองตัวโตแบบ ที่เรียกว่า โตเท่าหม้อแกง ที่เขียนมาได้หลายประโยคบนเนื้อที่จำกัดแบบนี้ก็เก่งแล้ว กะทิดีใจที่พี่ทองเข้าใจกะทิ และไม่โกรธที่กะทิทำลงไปแบบนี้ (งามพรรณ เวชชาชีวะ , 2549, น . 117)
ภาษาฉบับแปล : Tong’s handwriting was of the kind that Thai people say is as large and round as cooking pot. It was a wonder he had managed to squeeze in so many sentences in that tiny space. Kati was glad Tong had understand her and not been cross at what she’d done. บอร์ธวิก (Borthwick, 2006, p. 139)
จากตัวอย่างดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ผู้แปลได้เพิ่มข้อความ “the kind that Thai people say is as large and round as cooking pot” เพื่อช่วยให้ผู้อ่านงานแปลเข้าใจเนื้อความได้ดียิ่งขึ้น
3. การแปลแบบเอาความ (Free translation) เป็นการแปลที่ผู้แปลถ่ายทอดเนื้อ ความจากภาษาต้นฉบับโดยปรับเปลี่ยนรูปแบบเสียใหม่และไม่คงรูปแบบของภาษาต้นฉบับไว้ในภาษาฉบับแปล นิวมาร์ค (Newmark, 1988, pp. 45-47) ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ภาษาต้นฉบับ : ตาส่ายหน้า บอกว่าไม่ต้องไปดูหนังเรื่องธรณีกันแสง ให้เสียเวลาหรอก ดูยายนี่แหละ (งามพรรณ เวชชาชีวะ , 2549, น . 91)
ภาษาฉบับแปล : Grandpa had said you didn’t need to go and see sad movies anymore, you could stay home and watch Grandma instead. บอร์ธวิก (Borthwick, 2006, p. 105)
จากตัวอย่างดังกล่าว จะเห็นได้ว่า “หนังเรื่องธรณีกันแสง ” มีความหมายไม่เท่าเทียมกับ “sad movies” กล่าวคือ “sad movies” มีความหมายกว้างกว่า “หนังเรื่องธรณีกันแสง ” ตัวอย่างดังกล่าวเป็นการแปลแบบเอาความ แต่กลวิธีดังกล่าวช่วยให้ผู้อ่านงานแปลเข้าใจความหมายได้เป็นอย่างดี